สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอท่าสองยาง

วันที่ 16 ธ.ค. 2560

ชื่อสถานที่ : ดอยม่อนคลุย  
ที่ตั้ง : ระหว่างเขตติดต่อตำบลท่า สองยางกับตำบลแม่วะหลวง อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 105
บริเวณ ก.ม.ที่ 158 +100 เมตร เดินทางจากทางหลวงเข้าไปอีก 7.50 กิโลเมตร รถยนต์สามารถเข้า
ถึงได้ เช่นรถกระบะ หรือรถโฟร์วีลไดร์ 
ข้อมูล : สภาพโดยทั่วไป – บนดอยคลุย มีลานทุ่งหญ้าที่กว้างขวางสามารถเดินท่องเที่ยวได้
หลายจุด , มีจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน ,มีจุดชมทะเล หมอกที่สวยงาม , มีลานกางเต้นท์ มีห้องน้ำ,
มีน้ำใช้ ฤดูท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน – มกราคม ของทุกปี อากาศเย็นสบาย
ลมแรงสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 100 คน หรือมากกว่า หากกางเต็นท์
และพักคนละจุดปัจจุบันยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

ชื่อสถานที่ : ดอยทูเล 
ที่ตั้ง : เป็นภูเขาที่สูงที่สุดใน ตำบลท่าสองยาง ตั้งอยู่ที่บ้านแม่จวาง สูงจากระดับน้ำทะเล 1,330 เมตร
เดินทางเท้าขึ้นสู่ยอดดอยที่บ้านแม่จวาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 - 7 ชั่วโมง บนยอดดอยมีทิวทัศน์
ที่สวยงามมาก มีอากาศหนาวเย็น เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว  
ข้อมูล : การเดินทาง มาตามทางหลวงหมายเลข105 แม่สอด-แม่สะเรียง
ถึงบริเวณ ก.ม.ที่ 142+500 เมตรเลี่ยวขวาเข้าหมู่บ้านแม่จวาง
การบริการ ผู้ที่ต้องการเดินทางขึ้นดอยทูเล มีลูกหาบและผู้นำทางบริการขึ้นดอย ติดต่อได้ที่
อบต.ท่าสองยางหมายเลขโทรศัพท์055-576416-7, 055-577437, 08-9268-0116, 08-1181-5820
อัตราค่าบริการ ลูกหาบ วันละ 300 บาท/คนนำทางวันละ 400 บาท สามารถรับนักท่องเที่ยวได้

ครั้งละไม่เกินสามสิบคน บนยอดดอยมีสัญญาณโทรศัพท์

 

 
 

 ครูบาสร้อย ขันติสาโร พระเกจิวัดมงคลคีรีเขตร์(จังหวัดตาก)
     ‘ครูบาสร้อย ขันติสาโร’ หรือ ‘พระครูนิมมานการโสภณ’ วัดมงคลคีรีเขตร์ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่มีวิทยาคมรูปหนึ่งภาคเหนือ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 2472 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเส็ง พื้นที่เขตตำบลละหานทราย อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่ออายุได้ 7 ขวบ โยมมารดาของท่านได้ถึงแก่กรรมท่านได้มาอยู่ในความดูแลของคุณยายซึ่งคุณยายของท่านชอบเข้าวัดฟังธรรมตามวิถีชีวิตชนบท และมักพาท่านไปด้วยเสมอ ทำให้ท่านได้ใกล้ชิดกับวัดมาตลอด เมื่อเรียนจบชั้นประถม 4 เด็กชายสร้อยจึงได้ขออนุญาตคุณยายบรรพชาที่วัดชุมพร มีหลวงพ่อมั่น เป็นพระอุปัชฌาย์หลังจากนั้น ได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อ มั่นฝึกบริกรรมด้วยการนับลูกประคำเป็นการฝึกสมาธิ เรียนวิทยาคมต่างๆควบคู่ไปกับการปฏิบัติสมาธิด้วย อยู่กับหลวงพ่อมั่น จวบจนอายุ 22 ปี จึงได้อุปสมบทมี หลวงพ่อมั่น เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อสุข วัดโพธิ์ทรายทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อสุต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ขันติสาโร หลังจากบวชหลวงพ่อสุขได้กล่าวชวนไป อยู่ด้วยซึ่งส่วนตัวมีความเลื่อมใสศรัทธาและประสงค์ขอเรียนวิทยาคมจากหลวงพ่อสุข
    ในช่วงต้นหลวงพ่อสุขได้เน้นหนักในเรื่องการปฏิบัติกัมมัฏฐาน ในพรรษาถัดมาหลวงพ่อมั่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านได้มรณภาพลง ท่านจึงได้กลับไปจัดงานถวายหลวงพ่อมั่นเสร็จสิ้นแล้วจึงกลับมายังวัดหลวงพ่อสุขดังเดิม หลวงพ่อสุข ได้เริ่มสอนวิชาต่างๆแก่ท่าน วิชาที่สำคัญ คือ การตรวจดูบุญวาสนา เพื่อช่วยในการรักษาโรคภัยต่างๆ พ.ศ.2497 ครูบาสร้อยได้ขอลาหลวงปู่สุขเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยจุดหมายคือ วัดมหาธาตุฯ ด้วยขณะนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานท่านได้อยู่ศึกษาเป็นเวลา 7 เดือน จึงลาพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) ผู้สอนท่านกลับคืนยังบุรีรัมย์ เมื่อญาติโยมได้รู้ข่าวการกลับมาของท่านจึงได้ต้อนรับและนิมนต์ให้ท่านอยู่ที่วัดกลางนาแต่หลังจากออกพรรษาท่านได้ตัดสินใจออกธุดงค์ ถือรุกขมูลลัดเลาะไปตามจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ ต่อไปยังอุบลราชธานี จนยาวไปถึงนครพนม ข้ามไปยังฝั่งลาวแล้วข้ามกลับมายังมุกดาหาร ต่อเรื่อยไปจนเข้าสู่เทือกเขาภูพาน เขตสกลนคร เรื่อยไปจนเข้าหล่มสักเข้าพิษณุโลก ซึ่งช่วงนี้ท่านหลงป่าอยู่จนทะลุออกมายังอุตรดิตถ์ จากการหลงป่าครั้งนี้ท่านจึงเปลี่ยนมาเดินโดยใช้เส้นทางรถไฟช่วย ล่วงได้ 7 วัน ท่านก็ถึงดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้มีโอกาสพบ ‘หลวงปู่แหวน สุจิณโณ’ พระสายปฏิบัติชื่อดังและได้ขอศึกษาข้อธรรมต่างๆ หลวงปู่แหวนท่านเน้นไปทางอสุภกัมมัฏ ฐานซึ่งช่วงนี้ท่านได้พบกับข้อธรรมที่ลึกซึ้งมาก ขึ้น จากนั้นท่านได้กราบลาหลวงปู่แหวนออกธุดงค์ถือรุกขมูลไปจนถึงแม่สะเรียง พักที่วัดศรี บุญเรืองท่านตั้งใจจะไปที่แม่ฮ่องสอน แต่ด้วยติดกาลพรรษาจึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดศรีบุญเรือง จนล่วงกาลพรรษา ท่านจะออกเดินทางต่อพอดีได้ทราบจากญาติโยมว่าที่ท่าสองยางมีวัดร้างอยู่ ท่านได้ไปดูสถานที่แห่งนั้นพบว่าเงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงได้ตกลงใจสร้างวัดมงคลคีรีเขตร์
    ครูบาสร้อยได้พัฒนาวัดมงคลคีรีเขตร์ จนเจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักของญาติโยมและคณะศรัทธา จนท่านได้รับการขนานนามว่า เทพเจ้าแห่งท่าสองยาง วัตถุมงคลของครูบาสร้อยมีจัดสร้างขึ้นมากมายทั้งพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะประเภทเหรียญที่ได้รับความนิยมจากบรรดาเซียนพระและนักสะสมพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง คือ เหรียญครูบาสร้อย รุ่นสุริยุปราคา ปี 2538 เหรียญครูบาสร้อยเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมในวงการ มีพุทธคุณโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปลอดภัย นอกจากนี้ชาวบ้านในแถบพื้นที่ใกล้เคียง ที่เคยเดินทางไปกราบนมัสการท่านจะรู้ดีว่าท่านเป็นพระภิกษุที่มากด้วยเมตตา นอกจากให้เข้าพบโดยง่ายแล้วยังชอบแจกวัตถุมงคล กระบอกยาอันศักดิ์สิทธิ์ ภายในมีของดีบรรจุอยู่คือ สีผึ้ง ชานหมาก เกศา ว่าน พระสีวลีองค์จิ๋ว ชาวกะเหรี่ยง พม่า และชนเผ่าต่างๆนับถือและชื่นชอบกันมาก กระบอกยาศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัตถุมงคลอีกชนิดหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับครูบาสร้อยเป็นอย่างมากท่านจะนำหลอดยานี้แจกให้กับลูกศิษย์อยู่เสมอ มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมครูบาสร้อยได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2541 สิริอายุ 69 พรรษา 49 ถึงแม้ท่านจะละสังขารไปแล้วปัจจุบันร่างของท่านก็ไม่เน่าเปื่อย